• Welcome to ลงประกาศฟรี โปรโมทเว็บ SEO SMF PBN.
 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม

Started by PostDD, Sep 09, 2026, 08:03 PM

Previous topic - Next topic

PostDD

มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก เกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา มะเร็งสามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ปอด ตับ และสมองได้

อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีโอกาสหายขาดสูงมาก

1. ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้ ดังนี้:

เพศและอายุ: พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายอย่างมาก (ผู้ชายก็เป็นได้แต่พบน้อยกว่า 1%) และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
พันธุกรรม: มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง (แม่ พี่สาว น้องสาว ลูกสาว) เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2
ประวัติทางนรีเวช (เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจน):
มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี
หมดประจำเดือนช้ากว่าอายุ 55 ปี
ไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกหลังอายุ 30 ปี
ไม่ได้ให้นมบุตรด้วยตัวเอง
พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ, ความอ้วนหรือน้ำหนักเกินเกณฑ์ (โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน), การขาดการออกกำลังกาย, และการสูบบุหรี่
การได้รับฮอร์โมนทดแทน: การใช้ฮอร์โมนทดแทนวัยทองเป็นเวลานานกว่า 5 ปี
2. อาการแสดงที่ต้องเฝ้าระวัง
ในระยะแรกมักไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ แต่สามารถสังเกตความผิดปกติได้จากสัญญาณเตือนเหล่านี้:

คลำพบก้อนหนาๆ ที่เต้านมหรือรักแร้ (เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด)
รูปร่างหรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนไป สองข้างไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด
ผิวหนังบริเวณเต้านมเปลี่ยนแปลง เช่น มีรอยบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม, ผิวหนังหนาตัวขึ้นและรูขุมขนกว้างเหมือนเปลือกส้ม, หรือมีรอยแดง/สะเก็ดแผล
หัวนมมีความผิดปกติ เช่น หัวนมบุ๋มหรือถูกดึงรั้งเข้าไปข้างใน, มีแผลเรื้อรังที่หัวนม
มีสิ่งตรวจหลั่งผิดปกติไหลออกจากหัวนม โดยเฉพาะน้ำเหลืองหรือเลือด (โดยไม่ได้บีบ)
อาการปวดเต้านม (แม้ว่าส่วนใหญ่ก้อนมะเร็งจะไม่ปวด แต่หากมีอาการปวดผิดปกติร่วมด้วยก็ควรตรวจ)
3. การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัย
การตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (ระยะที่ 0 หรือ 1) ช่วยเพิ่มโอกาสการหายขาดได้สูงถึง 90-95% โดยมีแนวทางดังนี้:

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง (BSE): ควรทำเป็นประจำทุกเดือน (แนะนำให้ตรวจหลังประจำเดือนหมดประมาณ 7-10 วัน) สำหรับผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป
การตรวจโดยแพทย์: ควรได้รับการตรวจอย่างน้อยปีละครั้งในผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป
การทำแมมโมแกรม (Mammogram) ร่วมกับอัลตราซาวนด์ (Ultrasound): เป็นวิธีคัดกรองที่มีประสิทธิภาพที่สุด สามารถตรวจพบก้อนเนื้อหรือจุดหินปูนขนาดเล็กมากที่ยังคลำไม่เจอได้ แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ตรวจเป็นประจำทุก 1-2 ปี
การเจาะชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy): หากพบก้อนที่สงสัย แพทย์จะทำการเจาะหรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และตรวจหาชนิดของตัวรับฮอร์โมน (เช่น ER, PR, HER2) เพื่อวางแผนการรักษา
4. ระยะของมะเร็งเต้านม
ระยะที่ 0 (Non-invasive): เซลล์มะเร็งยังอยู่เฉพาะในท่อน้ำนม ยังไม่ลุกลามออกไปข้างนอก
ระยะที่ 1: ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร และยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 2: ก้อนมีขนาด 2-5 เซนติเมตร และเริ่มแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกัน
ระยะที่ 3: ก้อนมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร หรือลุกลามไปยังผิวหนัง/ผนังอก หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงจำนวนมาก
ระยะที่ 4 (ระยะแพร่กระจาย): มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย เช่น กระดูก ปอด ตับ หรือสมอง
5. แนวทางการรักษา
การรักษามักเป็นการทำงานร่วมกันของแพทย์หลายสาขา (Multidisciplinary team) โดยพิจารณาจากระยะของโรค ชนิดของมะเร็ง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย:

การผ่าตัด (Surgery): เป็นการรักษาหลัก
การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด (Mastectomy)
การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม (Breast Conserving Surgery) ตัดเฉพาะก้อนและเนื้อเยื่อรอบๆ ออก (มักต้องทำควบคู่กับการฉายแสง)
การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ เพื่อตรวจเช็กการลุกลาม
การฉายรังสี (Radiation Therapy): ใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัด เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy): การใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย มักใช้หลังผ่าตัด หรือใช้ก่อนผ่าตัดเพื่อลดขนาดก้อนเนื้อให้เล็กลง
การรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน (Hormonal Therapy): ใช้ในกรณีที่ผลตรวจชิ้นเนื้อพบว่ามะเร็งตอบสนองต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรน (ER/PR positive) โดยต้องทานยาต่อเนื่อง 5-10 ปี
การรักษาด้วยยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy): ใช้สำหรับมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการแสดงออกของโปรตีน HER2 สูงผิดปกติ (HER2 positive) ยาจะเข้าไปขัดขวางการเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยตรงและมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่าเคมีบำบัด
ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): ใช้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง มักใช้ในมะเร็งเต้านมบางชนิดที่รักษายาก เช่น ชนิด Triple-negative
การป้องกันและดูแลตัวเองของการเกิดมะเร็งเต้านม
แม้เราจะควบคุมปัจจัยทางพันธุกรรมไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการ:

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ และลดอาหารไขมันสูง
หลีกเลี่ยงหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงการใช้ยาฮอร์โมนทดแทนโดยไม่จำเป็น
และที่สำคัญที่สุดคือ: หมั่นคลำเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน และเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมตามแพทย์แนะนำเมื่อถึงวัย